
(รูปาวจรภูมิ) |
ในพรหมโลก
ผู้ที่เกิดเป็นพรหม มีอยู่ ๒ ประเภท คือ
มีรูปร่างกาย (ขันธ์
๕) อย่างมนุษย์หรือเทวดา เรียกว่า รูปพรหม
กับ
พรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิตวิญญาณ
(นามขันธ์ ๔) เรียกว่า อรูปพรหม |
|
|
|
| |
| ผู้ที่จะไปเกิดเป็นพรหมจะต้องได้
ฌาน ซึ่งถือว่าเป็นบุญ ที่มีกำลังแรงมาก ถ้าฌานไม่เสื่อม
ชาติหน้าจะต้องไปเกิด เป็นพรหมแน่นอน ถือเป็น ครุกรรม คือกรรมหนักที่เป็นฝ่ายดี
พรหมที่มีรูป หรือ รูปพรหม มี ๑๖
ชั้น ดังนี้ |
| |
|
| |
| ได้แก่
ผู้ที่เจริญสมถกรรมฐานจนบรรลุปฐมฌาน
โดยมีองค์ฌาน ๕ คือ
วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตา |
โดยแบ่งลักษณะการได้ฌานออกเป็น
๓ ระดับ คือ |
| ปฐมฌานอย่างอ่อน |
| ปฐมฌานอย่างกลาง
และ |
| ปฐมฌานอย่างแก่กล้า |
|
|
| ดังนั้น
ผู้ที่ได้ปฐมฌานจึงไปเกิดได้ ๓ ภูมิ ด้วยกันตามกำลังของฌานที่ได้
คือ |
| |
| ๑.
พรหมปาริสัชชาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้
เกิดด้วยอำนาจของปฐมฌาน ที่มีกำลังอ่อน เป็นพรหมที่ไม่มีอำนาจพิเศษอะไร
จัดอยู่ในประเภทพรหมที่ เป็นบริวาร คอยรับใช้พรหมที่เป็นหัวหน้า
คือ ท้าวมหาพรหม มีอายุ ๑ ใน ๓ มหากัป |
| ๒.
พรหมปุโรหิตาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้เกิดด้วยอำนาจของฌาน
ที่มีกำลังปานกลาง เป็นพรหมที่ปรึกษา ในกิจการงานของพรหมที่เป็นหัวหน้า
คือ ท้าวมหาพรหม มีอายุ ๑ ใน ๒ ของมหากัป |
| ๓.
มหาพรหมาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้เกิดด้วยอำนาจของฌานที่มีกำลังแก่กล้า
เป็นพรหมที่เป็นใหญ่เป็นหัวหน้า ปกครองพรหมในชั้นปฐมฌานภูมิทั้งหมด
มีอายุ ๑ มหากัป |
| |
ที่ตั้งของปฐมฌานภูมิ
๓ |
| พรหมทั้ง
๓ ชั้นนี้ ตั้งอยู่กลางอากาศในระดับเดียวกัน ห่างจากเทวดาชั้นสูงสุด
คือ ปรนิมมิตวสวัตดี ประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ มีวิมาน
สวนดอกไม้ และสระโบกขรณี อันล้วนด้วย รัตนะทั้ง ๗ มีรัศมีแวววาวสวยงามยิ่ง
ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อโลกถูกทำลายด้วยไฟ
น้ำ หรือลม ปฐมฌานภูมินี้ ย่อมถูกทำลายไปด้วยทุกครั้ง |
| |
|
| |
ได้แก
่ผู้ที่เจริญสมถกรรมฐาน จนบรรลุทุติยฌาน
หรือตติยฌาน
ซึ่งมีจิตที่ละเอียดกว่าปฐมฌาน
สำหรับทุติยฌาน องค์ฌานจะลดลงเหลือเพียง
๔ คือ วิจาร ปีติ สุข
และ เอกัคคตา
ผู้ที่ได้ตติยฌาน
องค์ฌานลดลงเหลือ ๓ คือ ปีติ สุข
และ เอกัคคตา พรหมในทุติยฌานภูมินี้
เป็นพรหมที่มีรัศมีประจำกาย แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ เช่นเดียวกับปฐมฌานภูมิ
คือ มีกำลังอ่อน ปานกลาง และแก่กล้า ดังนั้น ผู้ที่ได้ทุติยฌาน และตติยฌาน
จะไปเกิดในทุติยฌานภูมิ ๓ เช่นเดียวกัน เพราะอำนาจของวิตกและวิจารนั้นใกล้เคียงกันมาก
ในทุติยฌานภูมินี้ แบ่งออกเป็น ๓ ภูมิ คือ |
| |
| ๑.
ปริตตาภาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะมี
รัศมีไม่สว่างรุ่งโรจน์นัก เกิดด้วยอำนาจ
ของทุติยฌานที่มีกำลังอ่อน เป็นพรหมที่เป็นบริวาร
คอยรับใช้ พรหมที่เป็นหัวหน้า คือ อาภัสสรพรหม มีอายุ ๒ มหากัป |
| ๒.
อัปปมาณาภาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะ
มีรัศมีรุ่งโรจน์หาประมาณมิได้ เกิดด้วยอำนาจของทุติยฌานที่มีกำลังปานกลาง
มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ในกิจการงานของอาภัสสรพรหม มีอายุ ๔ มหากัป
|
| ๓.
อาภัสสราภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะ
มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากร่างกาย เกิดด้วยอำนาจ
ของทุติยฌานที่มีกำลังแก่กล้า เป็นพรหมที่เป็นใหญ่เป็นหัวหน้า
อยู่ในชั้นทุติยฌานภูมิ ๓ มีอายุ ๘ มหากัป |
| |
ที่ตั้งของทุติยฌานภูมิ
๓ |
| ทุติยฌานภูมิ
๓ นี้ ตั้งอยู่กลางอากาศ สูงจากปฐมฌานภูมิขึ้นมาประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐
โยชน์ มีวิมาน ดอกไม้ และสระโบกขรณี ที่สวยงามประณีตยิ่งกว่าปฐมฌานภูมิ
๓ |
| |
|
| |
| ได้แก่
ผู้ที่เจริญสมถกรรมฐานจนบรรลุจตุตถฌาน
เป็นฌานที่ประณีตกว่าทุติยฌาน และตติยฌาน องค์ฌานจะลดลงเหลือ ๒ คือ
สุข และ เอกัคคตา เป็นพรหมที่มีรัศมีกายสวยงาม แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ
คือ กำลังอ่อน ปานกลาง และแก่กล้า แบ่งออกเป็น ๓ ภูมิ คือ |
| |
| ๑.
ปริตตสุภาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะ
มีรัศมีสวยงามไม่มากนัก เกิดขึ้นด้วยอำนาจของจตุตถฌานที่มีกำลังอ่อน
เป็นพรหมที่เป็นบริวารคอยรับใช้ พรหมที่เป็นหัวหน้า คือ สุภกิณหาพรหม
มีอายุ ๑๖ มหากัป |
| ๒.
อัปปมาณสุภาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะ
มีรัศมีสวยงามหาประมาณมิได้ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของจตุตถฌานที่มีกำลังปานกลาง
เป็นพรหมที่ให้คำปรึกษา ในกิจการงานของพรหมที่เป็นหัวหน้า คือ สุภกิณหาพรหม
มีอายุ ๓๒ มหากัป |
| ๓.
สุภกิณหาภูมิ |
| พรหมที่เกิดในภูมินี้จะ
มีรัศมีสวยงามทั่วร่างกาย เกิดขึ้นด้วยอำนาจของจตุตถฌาน
ที่มีกำลังแก่กล้า เป็นพรหมที่เป็นใหญ่เป็นหัวหน้า
ปกครองพรหมในชั้นตติยฌานภูมิ ๓ ทั้งหมด มีอายุ ๖๔ มหากัป |
| |
ที่ตั้งของตติยฌานภูมิ
๓ |
| ตติยฌานภูมิ
๓ นี้ ตั้งอยู่กลางอากาศห่างจากทุติยฌานภูมิ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่ในระดับเดียวกันทั้ง
๓ ภูมิ ประกอบด้วยรัตนะทั้ง ๗ พรั่งพร้อมด้วยวิมาน สวน สระโบกขรณี
และต้นกัลปพฤกษ์ |