ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๖ ที่มีความสุขความสำราญ มีความเพลิดเพลินในกามคุณทั้ง ๖ เป็นอย่างยิ่ง เมื่อปรารถนาเสวยกามคุณเมื่อใด เทวดาองค์อื่นรู้ใจคอยปรนนิบัติ โดยเนรมิตให้ตามความต้องการ
          
          เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมินี้ ทั้งเทวดาที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดา เวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยในกามคุณ ก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไป เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนกับเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ ดาวดึงส์ ยามา และ ดุสิตา
          
          ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ ตั้งอยู่ในอากาศ ห่างจากนิมมานรดีภูมิ ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ปรนิมมิตวสวัตดี ภูมินี้มีแต่อากาสัฏฐเทวดาอย่างเดียว มีท้าวปรนิมมิตตเทวราช หรือ ท้าววสวัตดีเทวราช เป็นใหญ่เป็นผู้ปกครอง อากาสัฏฐเทวดาทั้งหลายในภูมินี้
          
          วิมาน ทิพยสมบัติและร่างกาย มีความสวยงามประณีต มากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรดี มีอายุ ยาวกว่าประมาณ ๔ เท่า ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ ๖ ท้าววสวัตดีเทวราช ซึ่งปกครองในสวรรค์ชั้นนี้นั้น มิใช่มีอำนาจปกครอง แต่เฉพาะเทวดา ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไป ถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก ๕ ชั้นด้วย คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ด้วย
          
          เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ แล้ว ๑,๖๐๐ ปี ในมนุษย์ เท่ากับ ๑ วัน ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
          
          
          ในทานสูตร กล่าวไว้ว่า ผู้ใดทำทานโดยไม่ได้คิดว่า ทำทานตามฤาษีในอดีตที่เคยทำมา แต่คิดว่าทำทาน เพื่อให้จิตเกิดความปลื้มปีติในบุญที่ทำ
          
          ตัวอย่างผู้ที่ไปเกิดในสวรรค์ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้แก่ นางสิริมา เดิมเป็นหญิงนครโสเภณีชั้นสูง เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว สำเร็จเป็นโสดาบัน มุ่งหน้า ประกอบแต่การกุศลตลอดมา มีการถวายทาน รักษาศีล ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย ถวายสลากภัตวันละ ๘ สำรับ อาราธนาให้พระภิกษุสงฆ์ไปสู่เรือนตน เพื่อรับสลากภัตวันละ ๘ รูป ทุกวัน ทานจะถวายอาหารอย่างประณีตที่สุด เท่าที่จะทำได้ ถวายให้อย่างจุใจ ถวายภิกษุรูปเดียวสามารถจะฉันได้ถึง ๓ ถึง ๔ รูป เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดในเทวโลก เสวยสุขอันเปี่ยมล้นหฤทัยสุดจะพรรณา
          
          
          มาร หมายถึง สิ่งที่มาขัดขวางการทำความดี ทำให้ผู้ที่จะทำความดีเกิดความหวาดกลัว หรือ ท้อแท้หมดกำลังใจ ในการที่จะทำความดีต่อไป มี ๕ ประเภท คือ
๑. กิเลสมาร
          สิ่งที่มาขัดขวางในการทำความดี คือ กิเลส ที่มีอยู่ในใจ ได้แก่ นิวรณ์ของเรานั่นเอง ในขณะที่ทำความดี เช่น การทำทาน รักษาศีล หรือ เจริญภาวนา บางครั้งก็เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย ไม่อยากที่จะทำความดีต่อไป ถ้าเราไม่รู้เท่าทันว่านั่นคือ มารเข้ามาดลใจแล้ว เราก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของมัน คือ เลิกทำความดีเสียกลางคัน กิเลสซึ่งเป็นมารที่อยู่ในใจเราก็ดีใจ ที่สามารถทำให้คนที่ทำความดี เลิกทำความดีลงได้
๒. ขันธมาร
          สิ่งที่มาขัดขวางก็คือ ร่างกายขันธ์ของเรานี้แหละเป็นตัวขัดขวาง ยิ่งย่างเข้าวัยชราก็เห็นได้ชัดเจน จะนั่งฟังเทศน์ก็นั่งไม่ได้นาน บางทีต้องนอนฟังเทศน์ ดูแล้วไม่เป็นการแสดงความเคารพพระธรรม หรือต่อพระสงฆ์ที่กำลังแสดงธรรม จะลุก จะยืน จะเดิน ก็ขัดยอกเจ็บปวดไม่คล่องตัว เหมือนอย่างตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว ฉะนั้น ที่พูดว่าแก่แล้วค่อยเข้าวัดนั้น ดูจะไม่ถูกต้องนัก นอกจากหามเข้าวัดเท่านั้น ในการทำความดี จึงต้องรีบทำแต่เมื่อตอนที่ยังมีร่างกายแข็งแรง เมื่อแก่เสียแล้วโอกาสที่ทำความดีก็มีน้อย หรือตายเสียก่อนที่จะทำความดี
๓. อภิสังขารมาร
          การทำสมาธิจนได้อรูปฌาน ทำให้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม นานแสนนาน แทนที่จะทำวิปัสสนากรรมฐาน ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี อาจจะสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ ดังนั้นการทำฌาน จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำมรรคผลนิพพานในระดับหนึ่ง
๔. เทวปุตตมาร
          ก็คือเทวดานี้แหละเป็นมาร คอยสกัดกั้นขวาง มิให้คนเราได้เข้าถึงมรรคผล หรือสำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เช่น มาขัดขวาง ในตอนที่พระโพธิสัตว์ทรงม้ากัณฑกะ พร้อมนายฉันนะ พญามารก็มาสกัดกั้น ไม่ให้พระโพธิสัตว์ออกบวช ได้บอกให้ทราบว่าอีก ๗ วัน สมบัติของพระจักรพรรดิอันได้แก่ จักรแก้ว แก้วมณี จะบังเกิดขึ้นแล้ว ขออย่าได้ทรงออกผนวชเลย และในตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตรัสรู้เป็นอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มารผู้นี้ก็ได้ส่งบุตรสาวชื่อ ตัณหา ราคา และอรดี มาร่ายรำยั่วยุให้พระองค์ ทรงมายินดีในกามคุณ เมื่อไม่ได้ผลก็ยกทัพมาชิงรัตนบรรลังค์ ที่ทรงประทับอยู่ว่าเป็นของตน ดังนั้นเทวดาพวกนี้จึงจัดว่าเป็น เทวปุตตมาร
๕. มัจจุมาร
          มารคือความตาย เป็นสิ่งที่มาขัดขวางผู้ที่กำลังทำความดีอยู่ ให้ต้องสิ้นชีพลงหมดโอกาสที่จะเข้าถึง มรรค ผล นิพพานได้ ดังนั้น ความตายจึงจัดเป็นมารอย่างหนึ่ง
          
          การเสวยกามคุณของเทวดา ในสวรรค์ หรือ เทวภูมิ ทั้ง ๖ ชั้นนั้น มีวาทะของอรรถกถาฎีกา และ เกจิอาจารย์ กล่าวไว้ขัดแย้งกัน
วาทะของเกจิอาจารย์ ได้กล่าวไว้ว่า
** การเสวยกามคุณของเทวดา ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ และดาวดึงสาภูมิ
       มีความประพฤติเป็นไประหว่าง เทพบุตรและเทพธิดา เหมือนกันกับพวกมนุษย์**
** การเสวยกามคุณของเทวดา ชั้นดุสิต
       ใช้เพียงสัมผัสมือต่อกัน ก็สำเร็จกามกิจ**
** การเสวยกามคุณของเทวดา ชั้น นิมมานรดี
       มีการแลดูและส่งยิ้มให้กันและกัน ก็สำเร็จกามกิจ**
** การเสวยกามคุณของเทวดา ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี
       เพียงใช้สายตาจ้องกัน ก็สำเร็จกิจ**
 
วาทะของ อรรถกถา และ ฎีกา กล่าวไว้ตรงกันว่า
          “ การเสวยกามคุณของเทวดาทั้ง ๖ ชั้น นั้นเป็นไปโดยปกติ เช่นเดียวกับพวกมนุษย์ทั้ง หลายนั่นเอง ”
          
          ในกามภูมิ ๑๑ สัตว์ที่ไม่เสพ อสัทธรรม หรือ เมถุนธรรม มี ๒ จำพวก คือ
๑. สัตว์นรก
๒. นิชฌามตัณหิกเปรต
          เพราะสัตว์นรก และ นิชฌามตัณหิกเปรต นั้น ต้องเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส ถูกไฟนรก เผาผลาญร่างกายอยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีโอกาสที่จะคิดนึกถึงกามคุณนั้นเลย
          
          
          ในเทวภูมินั้นมีพระอริยบุคคล มากกว่ามนุษยภูมิ เพราะการแสดงธรรมแต่ละครั้ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเทวดาฟังธรรมและสำเร็จเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระโสดาบันบุคคล และพระ สกทาคามีบุคคล ที่มีอยู่ในเทวโลกนั้น นับประมาณไม่ได้ เพราะมีจำนวนมากมาย
          
          สำหรับพระอนาคามีบุคคล และพระอรหันต์ นั้น พระอนาคามีบุคคลเมื่อสิ้นชีพแล้ว จะไม่กลับมาเกิดในเทวโลกและมนุษยโลกอีก จะไปเกิดในพรหมโลก คือ สุทธาวาสภูมิ ๕ ส่วนพระอรหันตบุคคล เมื่อสิ้นชีพแล้วก็เข้าสู่ปรินิพพาน จะไม่เกิดอีก
          
          มนุษยโลกในยุคปัจจุบัน เข้าสู่กลียุค คือ
          มี สัปบุรุษ (คนดี) อยู่เพียง ๑ ส่วนใน ๔ ส่วน
นอกนั้นเป็น อสัปบุรุษ (คนพาล) ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่สนใจในเรื่องปริยัติศาสนา และปฏิบัติศาสนา จึงขาดความรู้ความเข้าใจในศาสนา พอที่จะนำตน ให้พ้นจากปุถุชนสู่ความเป็นอริยบุคคลได้
การที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลนั้น ต้องมีคุณธรรม ๗ ประการ คือ
๑. ต้องเป็นติเหตุกปฏิสนธิบุคคล คือ เกิดมาพร้อมด้วยปัญญา
๒ .เคยสร้างปัญญาบารมีในการเจริญวิปัสสนามาแต่ชาติปางก่อน
๓. ขวนขวายในการเจริญวิปัสสนาในปัจจุบันชาติ
๔. เข้าใจในการเจริญวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา
๕. ต้องมีสถานที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติ
๖. ต้องไม่มีความกังวลใด ๆ ในปลิโพธิ ๑๐ ประการ
๗. ต้องใช้เวลาในการปฏิบัติอันสมควร
กลับไปที่หน้าสารบัญ หน้าต่อไป กลับขึ้นข้างบน
กลับไปที่หน้าสารบัญ หน้าต่อไป