| |
| ๑.
ถาม การนับจำนวนจิต เจตสิก รูป ว่ามีจำนวนเท่าใดนั้น
มีประโยชน์อย่างไร ? |
| ตอบ
เพื่อจะให้รู้ถึงปรมัตถสัจจะ เพราะเป็น ปริยัติ มิใช่ปฏิบัติ เมื่อเป็นปริยัต
ิก็ต้องศึกษาตามลำดับหลักสูตร ของปริยัติ ตั้งแต่ ก. ข. เป็นต้น
จนถึงขั้นสุดท้าย คือต้องท่องจำจับหลักให้ดีเสียก่อน จะข้ามขึ้นไปหาขั้นอักษรศาสตร์บัณฑิต
เนติบัณฑิต ปริญญาตรี โท เอก โดยมิได้เรียน ก. ข. นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
มิหนำซ้ำ จะกลายเป็นปริยัติ ที่ไม่ถูกแบบแผนอีกด้วย การนับอยู่นั้นสมาธิจิตที่เป็นมหากุศล
ก็เกิดเป็นอันว่าสำเร็จ เป็นการกระทำดีไปอยู่ในตัว ในขณะที่กำลังตั้งใจนับอยู่นั่นเอง |
| ธรรมดาการศึกษาทั้งหลายในโลก
ย่อมต้องมีชั้นประถม, มัธยม, อุดม ฉันใด การศึกษาในพระพุทธศาสนา
อันได้แก่ ปริยัติ ก็ย่อมต้องมีชั้นประถม, มัธยม, อุดม ก็ฉันนั้น
ฉะนั้น การนับจำนวนจิต-เจตสิก-รูป-นิพพานนี้ ก็เพื่อให้รู้ถึงปรมัตถ์สัจจะ
ซึ่งเป็นชั้นประถม ในขณะนับอยู่นั้น ก็เป็นอันว่าได้ท่องบ่น ทรงจำเอาพระธรรม
คือ พระปรมัตถ์เอาไว้ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจว่า อะไรเป็นรูป
อะไรเป็นนาม เป็นจิตตานุปัสสนา ธัมทมานุปัสสนา ประเภทสุตมยปัญญา
ถ้าหากว่ามีบารมีแก่กล้ามาก ก็อาจให้สำเร็จมรรคผลในขณะนั้นได้ ถ้ามิได้มีปัญญาบารมีแก่กล้ามาก
เมื่อปรารถนาจะได้มาซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อัครสาวก มหาสาวกโพธิญาณแล้ว
ก็ปรารถนาให้สำเร็จได้ตามความประสงค์ และเป็นการสั่งสมปัญญาบารมี
เอาไว้ในภายภาคหน้า เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์เวลาใด ก็จะได้เป็นพระอรหันต์
ที่ประกอบด้วย ฉฬภิญญา เตวิชชา ปฏิสัมภิทาปัตตะ หาใช่เป็นพระอรหันต์ธรรมดาไม่
การยกสังคายนา ก็ต้องอาศัยพระอรหันต์จำพวกท่านเหล่านี้ เข้าที่ประชุม
เพราะอำนาจแห่งการศึกษามาโดยลำดับ แต่ต้นนั่นเอง จึงจะเป็นการสังคายนา
ที่มีหลักฐานมั่นคง หาใช่อาศัยพระอรหันต์ธรรมดาไม่ อุปมาเหมือนกับการปลูกบ้านต้องลงเสา
เทรากให้ดีเสียก่อน บ้านจึงจะต้านทานต่อลมฝนพายุได้ฉันใด พระปริยัติศาสนา
ก็ต้องศึกษามาแต่ต้น คือต้องนับปรมัตถธรรมให้รู้ จำให้ได้ถูกต้องเสียก่อนก็ฉันนั้น
จริงอยู่อาจจะมีผู้กล่าวว่า ไม่ต้องนับก็ได้ มิเห็นจะจำเป็นอะไรเลย
ข้อนี้ขอตอบว่า ได้เหมือนกัน แต่ความรู้ของท่านผู้นั้นไม่แน่นแฟ้น
อาจตอบปัญหาให้สมบูรณ์ถูกต้องไม่ได้ เหมือนกับผู้ที่ศึกษามาตามลำดับ |
| การนับจิต-เจตสิกนั้น
เป็นการบอกถึงการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอย่างชัดเจนอยู่ คือในหลักสูตรได้แบ่งจิตไว้เป็นนัย
ๆ นัยที่เป็นฝ่ายดีและไม่ดี เรียกว่าโสภณะ และ อโสภะนัยที่เป็นชาติเรียกว่า
กุศลชาติ อกุศลชาติ วิปากชาติ กริยาชาติ ที่เป็นตัวสภาวะ มิใช่เป็นบุคคลนั้น
ทำดีและไม่ดีแต่ประการใด นัยที่เป็นโลกเรียกว่า โลกียะ โลกุตตระ
โลกียะนั้นวนเวียน อยู่ในโลกตามลำดับแห่งการทำดีและไม่ดี เพราะโลกียจิตย่อมให้ผล
ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล บอกถึงการตายแล้ว ต้องเกิดอีกเป็นอย่างดี
ไม่มีข้อสงสัย และยังได้ทราบถึงจิตบางอย่าง ที่เป็นแต่เพียงให้สำเร็จ
ในการทำพูดคิด แต่ไม่ได้ให้ผลใด ๆ เกิดขึ้นในข้างหน้า อันเป็นจิตของพระอรหันต์อีกด้วย
สำหรับโลกุตตระนั้น เป็นจิตที่ทำลายภพชาติ ให้ภพชาติให้ภพชาติหมดสิ้นไป
ตามลำดับชั้นของจิตนั้น ๆ |
| อีกประการหนึ่ง
ที่นับว่า โลภมูลจิตมี ๘ คือ, โทสมูลจิตมี ๒ คือ โมหมูลจิตมี ๒ ดังนี้นั้นก็เป็นประโยชน์
แก่ตนเองอย่างเหลือหลาย เพราะในขณะที่กำลังนับอยู่จิตก็เป็นสมาธิ
เมื่อความชอบใจพอใจ หรือไม่ถูกใจ ไม่พอใจเกิดขึ้น ก็รู้ได้ว่านี้เป็นโลภมูลจิต
โทสมูลจิต ดวงนี้ ๆ เป็นจิตตานุปัสสนา ที่เป็นสุตมยปัญญา เมื่อทำความดีขั้นบุญญกิริยาวัตถุ
๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็รู้ว่านี้เป็นมหากุศลจิต ถ้าทำความดีขั้นสมถะ
ก็จะรู้ได้ว่านี้เป็นรูปกุศล-อรูปกุศล ถ้าทำความดีขั้นวิปัสสนา ก็จะรู้ได้ว่า
นี้เป็นมรรคจิต-ผลจิต เป็นอันว่าได้เรียนรู้ถึงความดีความชั่ว ทั้งของตนเอง
และผู้อื่นได้เป็นอย่างดี สรุปแล้ว การทำดีและไม่ดีของคนทั้งหลายนั้น
หาได้นอกออกไปจากจิตพวกนี้ แต่ประการใดเลยไม่ ฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พร้อมด้วยท่านอรรถกถาจารย์ และท่านฎีกาจารย์ทั้งหลาย จึงได้แสดงความมหัศจรรย์
และความสำคัญของจิตไว้มากหลาย ดังมีหลักฐานบาลีแสดงว่า :- |
| ทิฏฺฐํ
โว ภิกฺขเว จรณํ นาม จิตฺตนฺติ ? เอวํ ภนฺเต ตํปิ โข ภิกฺขเว จรณํ
จิตฺตํ จิตฺเตเนว จิตฺตนฺติ เตนาปิ โข ภิกฺขเว จรเณน จิตฺเตน จิตฺตญฺเญว
จิตฺตตรนฺติ, นาหํ จรเณน จิตฺเตน จิตฺตญฺเญว จิตฺตตรนฺติ, นาหํ ภิกฺขเว
ติรจฺฉานคตา ปาณา เตปิ โข ภิกฺขเว ติรจฺ-ฉานคเตหิ ปาเณหิ จิตฺตญฺเญว
จิตฺตตรนฺติ. |
(สังยุตตพระบาลี) |
| แปลความว่า
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามว่า ภิกษุทั้งหลายรูปภาพอันวิจิตรชื่อว่าจรณะ
ที่มีเผยแพร่อยู่ทั่วไปนั้น พวกเธอเห็นแล้วหรือ? เห็นแล้วพระเจ้าข้า
, ภิกษุทั้งหลาย แม้รูปภาพที่วิจิตรถึงอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นเองคิดขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่วิจิตร ยิ่งกว่ารูปภาพอันวิจิตรนี้,
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาจำพวกสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใด มีอยู่ในโลก ตถาคตไม่เคยเห็นว่า
สัตว์อื่นเหล่าใด ที่จะวิจิตรเหมือนกับพวกเหล่าสัตว์ดิรัจฉานนี้เลย
ภิกษุทั้งหลาย บรรดาจำพวกดิรัจฉานที่วิจิตรถึงเพียงนี้ ก็เพราะจิตนี้เอง
เป็นผู้กระทำให้วิจิตร ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้แหละ วิจิตรยิ่งกว่าพวกดิรัจฉาน |
| เมื่อจิตเกิด
เจตสิกก็ต้องเกิด ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องนับ และท่องจำชื่อของเจตสิก
พร้อมด้วยความหมายให้ดี เพราะการทำดีและไม่ดี อยู่ที่เจตสิก สำหรับจิตนั้น
เพียงแต่ยืนตัวเป็นประธานให้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เจตนาหํ
ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ นี้เป็นตัว เจตนาเจตสิก
หาใช่เป็นจิตไม่ นอกจากนี้ก็ยังมีเจตสิกอื่นๆ เข้าร่วมอีกด้วย เพราะการทำดีและไม่ดีนั้น
มีอยู่หลายแง่หลายกระทง เจตสิกที่เข้าประกอบ ก็มีหลายแง่หลายกระทงเช่นกัน
หาใช่สับสนอลหม่านแต่อย่างใดไม่ เหตุนี้เมื่อเริ่มศึกษา ก็จะต้องท่องต้องนับ
และทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี เพื่อจะได้ทราบถึงความเป็นไปใน เจตสิกปรมัตถ์
โดยถูกต้องสมบูรณ์ ในขณะที่ทำกรรมดีกรรมชั่วลงไป อย่างหนึ่งๆ ว่าเป็นดวงไหน
พวกไหนเป็นประธาน อันเป็นตัวการแห่งการกระทำ |
| อนึ่ง
การนับจำนวนรูปนั้น ก็เพื่อให้รู้จำนวนรูปรมัตถ์ ตามหลักปริยัติ
และจะได้ทราบว่าในร่างกายของเรานี้ มีรูปกี่อย่าง คืออะไรบ้าง รูปชนิดไหนให้สำเร็จในการทำดีและไม่ดี
รูปชนิดไหนให้สำเร็จในการเห็นการได้ยินเป็นต้น และรูปชนิดไหนที่ไม่เกี่ยวในเรื่องนี้เลย
เพียงแต่อาศัยเป็นไปอยู่ ความเป็นของรูปคือ ร่างกายนี้เป็นมาได้อย่างไร
กำลังเป็นไปอยู่อย่างไร มีอะไรเป็นสมุฏฐาน เมื่อเคลื่อนไหวอิริยาบถใหญ่น้อย
ก็จะรู้ได้ว่าเป็นรูปชนิดนี้ ๆ เป็นกายานุปัสสนาที่เป็นสุตมยปัญญา
เป็นอันว่าได้เรียนรู้ทรงจำถึงรูปธรรม นามธรรมที่เป็นไปอยู่ภายในตน |
| ได้เคยอ่านปาฐกถาของท่านผู้หนึ่ง
พบใจความบางตอนที่ท่านผู้ปาฐกถากล่าวว่า อาจารย์ของท่านกล่าวกับท่านว่า
แกอวดดีว่ามีความรู้สูงนั้น แกรู้มั้ยว่านิ้วมือของแกนั้นมีข้ออยู่กี่ข้อ
ท่านชักเอะใจว่า ทำไม่ตนเองจึงไม่รู้ว่า นิ้วมือของแกนั้นมีอยู่กี่ข้อ
ฉะนั้นการนับจิต-เจตสิก-รูป ก็เพื่อจะได้รู้ถึงความเป็นไปแห่งรูป-นาม
คือกาย-ใจของตนนี้เอง อันเป็นเหตุจะให้รู้ได้ว่านิ้วของตัวนั้นมีกี่ข้อ |
| สำหรับนิพพาน
ก็จะเว้นจากการนับเสียมิได้เช่นกัน เพราะได้กล่าวแล้วว่าเป็น ปริยัติ
มิใช่ปฏิบัติ ถ้านับจำนวนนิพพานไม่ถูก ก็มิอาจจะทราบได้ว่า นิพพานมีกี่อย่างคืออะไร
แต่ละอย่าง ๆ มีความหมายว่าอย่างไร จำเป็นที่จะต้องจับหลักของคำว่า
นิพพาน ให้ดี จะได้เข้าใจถูก พูดถูก เท่าที่กล่าวมานี้ มิได้มุ่งหมาย
จะมาชิงแก้ปัญหาแต่ประการใด เพียงแต่ประสงค์จะให้ความกระจ่างลงไป
ในเรื่องการนับจิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน อันเป็นตัวสภาวะ เพื่อจะได้ผดุงส่งเสริมการศึกษาแผนกนี้
ให้รุ่งเรืองถาวร และหัดฟังปัญหา แก้ปัญหา ประกอบการศึกษาของตน ที่กำลังศึกษาอยู่ |
| |
|
๒. ถาม อกุศลธรรม
ที่เป็นอารมณ์ของอกุศล และอกุศลธรรม ที่เป็นอารมณ์ของกุศล ต่างกันอย่างไร? |
| ตอบ
ต่างกัน คือ อกุศลธรรมที่เป็นอารมณ์ของอกุศลนั้น ทำให้อกุศลตั้งได้อยู่นาน
และมีกำลังมากขึ้น ส่วนอกุศลธรรมที่เป็นอารมณ์ของกุศลนั้น อกุศลตั้งอยู่ไม่ได้นาน
ต้องดังลงในขณะนั้น และต่อไปกุศลธรรมก็เกิด |
| |
|
๓. ถาม บุคคลที่กำลังฟังเสียงวิทยุอยู่
นับจำนวนอารมณ์ได้เท่าใด ? |
| ตอบ
ได้จำนวน ๒ คือ สัททารมณ์ และบัญญัติธัมมารมณ์ |
| |
|
๔. ถาม วิธีเจริญวิปัสสนาอย่างย่อ
และเข้าใจง่านนั้นมีอย่างไร ? |
| ตอบ
วิธีเจริญวิปัสสนาอย่างย่อนั้นคือ ต้องรู้อยู่ในการงานที่ตนกำลังทำ
กำลังพูด กำลังคิด กำลังเสวย และการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส
การถูกต้อง การเข้าใจง่ายนั้น คือ โยคีบุคคลไม่ต้องมีความรู้ ที่เกี่ยวกับเรื่องปริยัติ
เช่น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ โยคีมีหน้าที่กำหนดรู้อยู่ ตามวิธีเจริญอย่างย่อ
ๆ ที่ได้กล่าวไว้นี้เท่านั้น |
| |
|
๕. ถาม โสดาบันคืออะไร
และจะมีวิธีรู้ได้อย่างไรว่า ผู้นั้นเป็นโสดาบัน ? |
| ตอบ
คือผู้ที่ได้เห็นนิพพาน ด้วยอำนาจมรรคผลเป็นครั้งแรก เพราะประหาณทิฏฐิ
และวิจิกิจฉาได้เด็ดขาด มีวิธีที่จะรู้ได้ว่า ไม่กลับใจไปนับถือศาสนาอื่น
โดยวิธีใดๆ ทั้งหมด และจะไม่ลุกรรมบถ |
| |
|
๖. ถาม คำว่าได้อานิสงส์มากที่สุดนั้นหมายความอย่างไร |
| ตอบ
หมายความว่า การประหาณกิเลสได้ต่างกันหรือ ทาน และ ศีล ประหาณกิเลสได้ชั่วคราว
เป็นตทังคประหาณเท่านั้น ไม่สามารถที่จะประหาณกิเลส ให้ถึงวิกขัมภนะและสมุจเฉทได้
ภาวนานั้นสามารถประหาณกิเลสได้ทั้งสาม |
| |
|
๗. ถาม บุคคลผู้หนึ่งกำลังรับประทานข้าวอยู่
ถ้าทิ้งเสียซึ่งธัมมารมณ์แล้ว จะอร่อยหรือไม่ จะมีความรู้สึกเป็นอย่างไร
? |
| ตอบ
บุคคลที่กำลังรับประทานข้าวอยู่ ถ้าเว้นเสียซึ่งบัญญัติธรรมารมณ์แล้ว
ก็จะไม่อร่อย เพราะโลภะที่ชอบใจในอาหารไม่เกิด เมื่อโลภะไม่เกิดก็ไม่มีความอร่อย
จะมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงแค่ เคี้ยว กลืน เป็นต้นเท่านั้น เพราะเนื่องด้วยมีสติ
คอยกำหนดรู้อยู่เสมอ ๆ เพียงแค่ รส |
| |
|
๘. ถาม ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงทรงแสดงถีนะและมิทธะ เจตสิก ๒ ดวงนี้ รวมเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง
อุทธัจจะกุกกุจจะรวมเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ? |
| ตอบ
การที่พระองค์ทรงแสดง ถีนะ-มิทธะ และ อุทธัจจะ-กุกกุจจะ รวมกันโดยการเป็นนิวรณ์นั้น
ก็เพราะว่าเจตสิกทั้งสองดวงนี้ มี กิจจะ, ปัจจัย และข้าศึกเหมือน
ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ จึงทรงแสดงรวมกันเป็นคู่ ๆ ไปคือ :- |
| ถีนะ
มิทธะ ทั้งสองนี้ เมื่อว่าโดยกิจแล้ว มีการยังจิตตุปบาททั้งหลาย
ให้ถึงซึ่งความหดหู่ท้อถอย มีการง่วงเหงาหาวนอน |
| เมื่อว่าโดยข้าศึก
เป็นข้าศึกกับความเพียร |
| อุทธัจจะ
กุกกุจจะ ทั้งสองนี้ เมื่อว่าโดยกิจแล้ว มีการยังจิตตุปบาททั้งหลาย
ให้ถึงความฟุ้งซ่านไม่สงบ |
| เมื่อว่าโดยเหตุ
มีการวิตกถึงความวิบัติ แห่งญาติเป็นต้น คือ พยสนธรรมทั้ง ๕ ประการ
เป็นเหตุ ญาติพยสนะ โภคพยสนะ โรคพยสนะ สีลพยสนะ ทิฏฐิพยสนะ |
| เมื่อว่าโดยข้าศึก
เป็นข้าศึกแก่สมถภาวนา คือความสงบ |
| |
|
๙. ถาม การตัดสินตทารัมมณะว่า
เป็นบุญหรือบาปนั้น เอาอะไรเป็นเครื่องตัดสิน ? |
| ตอบ
การตัดสินตทารัมมณะคือวิบากว่า เป็นบุญหรือบาปนั้น ต้องเอาอารมณืมาเป็นเครื่องตัดสิน
เช่นได้รับอนิฏฐารมณ์ คือ ถูกตี ถูกด่า ถูกนินทาว่าร้ายเป็นต้น เหล่านี้ตทารัมมณะ
เป็นอกุศล แต่ไม่โกรธเพราะมาคิดได้ว่าการที่ถูกตี
..ข้อความน่าจะขาดไป
ตอนนี้ชวนะเป็นกุศล ส่วนตทารัมมณะนั้น คงเป็นอกุศลวิบากอย่างเก่า
ถ้าจะให้ตทารัมมณะเป็นกุศลวิบากแล้ว ต้องได้รับในชาติหน้า ตอนนี้วิบากเปลี่ยนไม่ได้
คือ ชาตินี้ตทารัมมณะเป็นอกุศลวิบาก แต่ชาติหน้าจะเปลี่ยนเป็นกุศลวิบาก |
| ถ้าได้รับอิฏฐารมณ์มี
ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ตทารัมมณะ
เป็นกุศลวิบาก แต่ทำไว้ในใจ ไม่ชอบปล่อยให้ความโลภ ความประมาทมัวเมา
บังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจอยู่เสมอ อย่างนี้ชวนะเป็นอกุศล ส่วนตทารัมมณะ
คงเป็นกุศลวิบากอยู่ ถ้าจะให้ตทารัมมณะเป็นอกุศลวิบากแล้ว ต้องได้รับในชาติหน้า
ตอนนี้วิบากเปลี่ยนไปได้ คือชาตินี้ตทารัมมณะเป็นกุศลวิบาก แต่ชาติหน้าจะเปลี่ยนเป็นอกุศลวิบาก |
| ฝ่ายตทารัมมณะไม่เปลี่ยนนั้น
ได้แก่ ถูกตี ด่า ว่า นินทา ว่าร้าย เหล่านี้ตทารัมมณะเป็นอกุศล
ที่เป็นอดีตกรรมส่งผลให้ แล้วก็เกิดอาฆาตพยาบาท จองเวรกันขึ้นต่อไป
อีกอย่างนี้ ชวนะเป็นอกุศล ฉะนั้น ตทารัมมณะชาตินี้ ก็เป็นอกุศล
ชาติหน้าก็เป็นอกุศล เรียกว่าตทารัมมณะชาตินี้ ก็เป็นอกุศล ชาติหน้าก็เป็นอกุศล
เรียกว่า ตทารัมมณะไม่เปลี่ยน |
| ชาตินี้เป็นคนสมบูรณ์มั่งคั่ง
ด้วยเงินทอง ชาติตระกูลดี ตทารัมมณะเป็นกุศล คืออดีตกรรมส่งผลให้
แล้วก็ตั้งตนไว้ในทาน ศีล ภาวนา โดยมาปรารภว่า การที่เรามั่งคั่งสมบูรณ์เช่นนี้
ก็เพราะกุศลที่เราทำไว้ในชาติก่อน ส่งผลให้ ดังนั้นตทารัมมณะชาตินี้
ก็เป็นกุศล ชาติหน้าก็เป็นกุศลต่อ เรียกว่าตทารัมมณะไม่เปลี่ยน ตทารัมมณะมี
๔ นัยเช่นนี้ |
| หมายเหตุ
: การที่นำเรื่องตทารัมมณะ มากล่าวซ้ำในที่นี้อีกนั้น
ก็เพื่อจะได้ทราบอีกอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ชาตินี้ตทารัมมณะ จะเป็นอกุศลวิบากก็ตามที
แต่ถ้าชวนะเป็นกุศลแล้ว ตทารัมมณะในชาติหน้า ก็จะเปลี่ยนเป็นกุศลได้ |
| |
|
๑๐. ถาม ในขณะอนุโลมญาณเกิดนั้น
โยคีเห็นรูป-นามอยู่หรือเปล่า ญาณนี้อยู่ในวิถีอะไร ได้แก่วิถีจิตพวกไหน
? |
| ตอบ
เห็นรูป-นามอยู่ ญาณนี้อยู่ในมัคควิถี ได้แก่ วิถีจิตที่เป็นพวกมหากุศลญาณสัมปยุต
อธิบายว่า อนุโลมญาณนี้ ยังมีโลกียรูป-นามที่ปรากฏมา ตั้งแต่สมสนญาณเป็นต้น
จนถึงสังขารุเปกขาญาร และเป็นความรู้ อยู่ในสังขารธรรมรูป-นามเป็นครั้งสุดท้าย
การกำหนดรู้อยู่ในรูป-นาม ตั้งแต่ต้น จนครั้งสุดท้ายนี้ มีรูป-นามที่เป็นสันตติปัจจุบันเป็นอารมณ์
มิใช่อัทธาปัจจุบัน และขนิกปัจจุบันแต่อย่างใด. |
| หมายเหตุ
: อนุโลม = แปลว่าตามควร แต่วิปัสสนาญาณ ๑๐ กับ
โพธิปักขยธรรม ๓๗ หรือ อีกนัยหนึ่ง ทำให้ชวนะทั้งสองฝ่าย คือ มหากุศลญาณสัมปยุตชวนะ
กับ มัคคชวนะ ผลชวนะ เชื่อมคล้อยตามกัน เนื่องมาจากที่ไม่มีกิเลศ
เข้ามาขัดขวาง |
| อนุโลม
= แปลว่าสะดวก สะดวกอย่างไร สะดวกที่จะได้มัคค-ผล เพราะไม่มีกิเลสเข้ามา
รบกวนแล้ว มีรูป-นาม เป็นอารมณ์ ถ้าไม่มีรูป-นาม เป็นอารมณ์ ก็ต้องเป็นโคตรภู
ที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะที่กำหนดว่า หิวข้าวหนอ คิดถึงบ้าน กลุ้มใจ
เสียใจ เหล่านี้เป็นอารมณ์อดีต คือดับไปแล้ว แต่จัดเข้าในปัจจุบันได้
เพราะเป็นสันตติปัจจุบัน คือจิตดวงนั้นดับลง จิตที่กำหนดรู้ ก็เกิดแทนขึ้นมา
โดยไม่มีจิตดวงอื่น ๆ มาคั่น จึงเป็นสันตติปัจจุบัน มิใช่อัทธาปัจจุบัน
ที่ว่าปัจจุบันนั้น ต้องเป็นสันตติปัจจุบัน ขณิกปัจจุบัน กำหนดมิได้ต้องเป็นพุทธะ
อัทธาปัจจุบันก็ไม่เอา ธรรมดาจิตนั้น ต้องเกิดขึ้นทีละดวง ฉะนั้นเวลากำหนดนั้น
จิตจะเกิดพร้อมกันสองดวงไม่ได้ เอาดวงก่อนที่ดับไป ดวงที่สองเกิดขึ้น
แทนใช้ดวงที่สองนี้แหละ กำหนดรู้ดวงที่หนึ่ง เรียกว่า สันตติปัจจุบัน |
| |
|
๑๑. ถาม วิจิกิจฉา
และ อุทธัจจะ ทั้งสองนี้ มีความต่างกันอย่างไร ? |
| ตอบ
มีความต่างกัน คือ วิจิกิจฉา = น่าเกลียด แก้ยาก อวดดี ทำลายประโยชน์แก่ผู้อื่น
หรือชักชวนคนอื่นให้เสีย, ไม่เคารพ, ไม่เลื่อมใส, นำส่งอบาย, ให้เกิดทิฏฐิ
๓ อย่าง เป็นกิเลสหยาบ, เป็นอริยะไม่ได้ ไปนับถือศาสนาอื่นได้ง่าย |
| อุทธัจจะ
= ไม่น่าเกลียด, แก้ไม่ยาก, ไม่อวดดี, เกิดขึ้นเฉพาะตัว เสียเฉพาะตัว
ไม่ได้ทำให้คนอื่นเสีย เช่น เกิดขึ้นก็ทำให้ใจลอย นั่งเหม่อฟังอะไรไม่รู้เรื่อง,
เคารพ, เลื่อมใส, มีกำลังน้อยไม่นำส่งอบาย, ไม่ให้เกิดทิฏฐิ เป็นกิเลสละเอียด,
เป็นอริยะได้ ไม่ไปถือศาสนาอื่น |
| |
|
๑๒. ถาม ช้างกับมด
มีจำนวนรูปเท่าไร แตกต่างกันหรือไม่ ? และการที่ช้างมีรูปร่างใหญ่
และมดมีรูปร่างเล็กนั้น เป็นเพราะอะไร ? |
| ตอบ
ช้างกับมดมีจำนวนรูปเท่ากัน คือมีรูป ๒๗ การที่ช้างมีรูปร่างใหญ
่และมดมีรูปร่างเล็กนั้น ก็เพราะในร่างกายของช้าง มีอุตุชรูป อาหารชรูปมากกว่ามด
การที่ช้างมีอุตุชรูป กับอาหารชรูปมากกว่านั้น เนื่องด้วยเหตุ ๒
ประการ คือ ขณะที่อยู่ในท้องนั้น ท้องของช้างใหญ่มาก อุตุชรูปที่มีอยู่ในท้องย่อมเกิดได้มากที่สุด
ฉะนั้นจึงทำให้ร่างกายของช้างใหญ่ ในขณะที่กินอาหาร ช้างก็กินอาหารได้มากกว่า
ส่วนมดนั้นเมื่อขณะอยู่ในท้อง ๆ ของมดก็เล็ก ฉะนั้น อุตุชรูปที่มีอยู่ในท้องมดนั้น
ก็ย่อมเกิดขึ้นได้น้อย จึงทำให้มดมีรูปร่างเล็ก ทั้งการกินอาหารของมด
ๆ ก็กินได้น้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ร่างของมดและช้างต่างกัน |
| |
|
๑๓. ถาม ในการบำเพ็ญทานกุศล
ท่านอรรถกถาจารย์ แสดงไว้ว่ามีอยู่ ๒ นัย คือ ทานกุศลที่สำเร็จโดยอภิธรรมปริยายนัย
และทานกุศลที่สำเร็จโดยวินัยปริยายนัย อยากทราบว่า นัยทั้งสองนี้
มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ? |
| ตอบ
ในนัยทั้ง ๒ มีความแตกต่างกันดังนี้ :- |
| อภิธรรมปริยายนัย
คือ ผู้บริจาคเพียงแต่นึกถึงสิ่งของว่า เราจะนำสิ่งนี้ไปถวายพระ
การนึกว่าจะนำเอาสิ่งของไปถวายพระนี้แหละ จัดว่าสำเร็จเป็นทานกุศลได้
เพราะสำเร็จเป็นบุพพเจตนา ๆ ที่จะถวาย ส่วนทานกุศล ที่สำเร็จเป็นวินยปริยายนัยนั้น
ผู้ถวายจะต้องนึกถึงสิ่งของ ที่ตนตั้งใจจะถวายนั้นด้วย แล้วก็นำเอาสิ่งของที่ตนจะถวายนั้นไป
พร้อมกับเปล่งวาจาด้วย จึงจะสำเร็จเป็นทานกุศล ความแตกต่างกันมีเพียงเท่าน |
| |
|
๑๔. ถาม สิ่งที่ประชุมชนทั้งหลายรู้ก่อนไม่ได้
๔ อย่าง คืออะไรบ้างให้อธิบาย |
| ตอบ |
๑.
รู้ไม่ได้ว่าตนนี้จะตายเมื่อใด คือเมื่อมีอายุ ๑๐๒๐๓๐ หรือ
๘๐ ก็รู้ไม่ได้ ถึงแม้จะมีหมอดูให้ก็ไม่แน่นอน |
| |
๒.
รู้ไม่ได้ว่าตายเวลาไหน หมายถึงเวลาเช้า หรือกลางวัน บ่าย
เย็น กลางคืน ก็รู้ไม่ได้ |
| |
๓.
ตายเพราะโรคอะไรก็ไม่รู้ |
| |
๔.
รู้ไม่ได้ว่าจะตายที่ไหน หมายถึง ในบ้านของเรา ประเทศของเรา
หรือบ้านคนอื่น ประเทศอื่น ทั้ง ๔ ประการนี้ แต่ถ้าได้อนาคตังสญาณก็จะรู้ได้ |
| |
|
|
|
๑๕. ถาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ สร้างบารมีอยู่เป็นเวลา ๔ อสงไขยแสมกัปป์นั้น
ในระหว่างนั้นท่านได้รักษาศีล ๕ อยู่ อยากทราบว่า การรักษาศีล ๕
ของพระโพธิสัตว์นี้ รักษาให้บริสุทธิ์ตลอดไปหรือไม่ ถ้ารักษาไม่ได้ตลอดไป
ศีลที่ล่วงไปนั้นได้แก่ศีลข้อไหน และที่ไม่ล่วงตลอดไปได้นั้น ได้แก่ศีลข้อไหน
? |
| ตอบ
การรักษาศีล ๕ ของพระโพธิสัตว์ เมื่อครั้งยังสร้างบารมีอยู่นั้น
ศีล ที่พระโพธิสัตว์รักษาได้ตลอดไป โดยไม่เคยล่วงเลยนั้น ได้แก่
มุสาวาท ข้อเดียว ศีลที่พระโพธิสัตว์รักษาให้ตลอดไปไม่ได้ ยังต้องล่วงอยู่นั้น
ก็ได้แก่ศีลที่เหลืออีก ๔ ข้อ มี ปาณาติบาต เป็นต้น |
| |
| ๑๖.
ถาม บาปอย่างหนักที่เรียกว่ามหาบาปนั้นมีกี่อย่าง
? และใครเป็นผู้กระทำมหาบาปนี้บ้าง ? |
| ตอบ
บาปอย่างหนัก ที่เรียกว่ามหาบาปนั้นมี ๔ อย่างคือ :- |
| ๑.
ยังมีพราหมณ์ผู้หนึ่งเที่ยวตามหาวัวที่หายไปอยู่ในป่า ในขณะที่กำลังเที่ยวตามหาวัวอยู่นั้น
บังเอิญเดินพลาดตกลงไปในเหว ขึ้นไม่ได้ติดอยู่ในเหวนั้นเป็นเวลา
๒ หรือ ๓ วัน ยังมีลิงโพธิสัตว์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า เมื่อถึงเวลา
ก็ออกไปเที่ยวแสวงหาอาหาร ในขณะที่กำลังเที่ยวหาอาหารอยู่นั้น ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นพราหมณ์
ที่ติดอยู่เหว ลิงโพธิสัตว์มีความกรุณา จึงกระโดดลงไปช่วย โดยให้พราหมณ์ขี่คอขึ้นมา
การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ เป็นการช่วยเหลือโดยความลำบากมาก
ทั้งเป็นการช่วยเหลือได้โดยยากอีกด้วย ฉะนั้น เมื่อช่วยให้ขึ้นมาจากเหวได้แล้ว
ลิงตนนี้ก็มีความเหนื่อยเป็นกำลัง จึงได้นอนพักผ่อนหลับไปในสถานที่นั้น
ในขณะที่ลิงตนนี้กำลังหลับอยู่ พราหมณ์ก็คิดขึ้นว่า ถ้าเรากลับไปบ้านในบัดนี้ก็ไม่มีสิ่งใดจะติดมือเอากลับไปด้วย
วัวก็หาไม่พบ เนื้อก็ไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องฆ่าลิงตนนี้เพื่อเอาเนื้อกลับไปบ้าน
เมือพราหมณ์ปลงใจดังนี้แล้ว ก็หยิบก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งมาทุ่มลงไปบนศีรษะของลิงที่กำลังหลับ
ลิงก็สะดุ้งตกใจตื่นขึ้น แต่หาได้รับอันตรายถึงตายไม่ เพียงแต่ถูกศีรษะแตกเท่านั้น
เป็นการกระทำที่จัดเป็นมหาบาป การที่จัดเป็นมหาบาปนั้น เพราะเป็นการทรยศต่อผู้ที่มีพระคุณ
ที่ช่วยเหลือตนให้รอดพ้นจากความตาย |
| ๒.
พระเจ้าอุปวระที่กล่าวมุสาวาทในสมัยต้นกัปป์ |
| ๓.
โกกาลิกะภิกษุ ที่เป็นลูกศิษย์ของพระเทวทัต กล่าวคำติเตียนพระสารีบุตร
และพระอรหันต์ทั้งหลาย |
| ๔.
การกระทำของพระเทวทัต ที่กระทำต่อพระพุทธองค์ ผู้ทรงมีพระคุณแก่ตน
การกระทำทั้ง ๔ อย่างนี้เรียกว่า มหาบาป |
| |
|
๑๗. ถาม จงแสดง
องค์ธรรมปรมัตถของสติปัฏฐานทั้ง ๔ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความมุ่งหมายอย่างไร
ในการที่ยกเอาสติอย่างเดียวมาแสดง แยกออกเป็น ๔ ให้อธิบาย? |
| ตอบ
|
| •
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน |
| องค์ธรรมได้แก่
สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อัปปนาชวนะ ๒๖ |
| •
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน |
| องค์ธรรมได้แก่
สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อัปปนาชวนะ ๒๖ |
| •
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน |
| องค์ธรรมได้แก่
สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต อัปปนาาชวนะ ๒๖ |
| •
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน |
| องค์ธรรมได้แก่
สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อัปปนาชวนะ ๒๖ |
| การที่พระองค์ทรงยกเอาสติดวงเดียวมาแสดง
แยกออกเป็น ๔ นั้น ก็เพื่อจะให้ทราบว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการกำหนดก็มี
๔, ลักษณะอันเป็นนิมิตที่ปรากฏก็มี ๔, การประหารวิปัลลาสธรรมก็มี
๔ ดังจะอธิบายดังนี้ :- |
| ๑.
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ คือร่างกาย |
| การประหาณก็ประหาณสุภสัญญา
ทำให้อสุภสัญญาปรากฏ อุปมา เหมือนกับแสงสว่างปรากฎขึ้น ความมืดก็หายไป
ตามธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย ย่อมถูกวิปัลลาสธรรมทั้ง ๔ นี้ ปิดบังไว้ไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง
เหมือนม้าที่ถูกสวมไว้ด้วยแว่นสีเขียว จึงเห็นหญ้าแห้งเป็นหญ้าเขียวสดไป
หรือเหมือนกับสุนัข ที่กำลังแทะกระดูกสัตว์อยู่ทั้ง ๆ ที่กระดูกนั้น
ก็ไม่มีเนื้อและเลือดแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าอร่อย การที่รู้สึกว่าอร่อยได้นั้น
ก็รู้ได้ด้วยน้ำลายของตนนั้นเอง หรือเมื่อมีสุนัขด้วยกันเข้ามาใกล้
ก็เกิดหวงแหนถึงกับกัดกันทันที ด้วยอำนาจแห่งการหวงแหนกระดูกนั้นฉันใด
สัตว์ทั้งหลายที่กำลังสนุกสนาน เพลิดเพลินไปในอารมณ์ต่างๆ ได้นั้นก็เป็นด้วยโลภาของตนเท่านั้น
จึงเกิดการหึงหวงกันขึ้น |
| ๒.
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์คือสุข ทุกข์ อุเบกขา |
| การประหาณก็ประหาณสุขสัญญา
ทำให้ทุกขสัญญาปรากฏ ฉะนั้นในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่ เมื่อเกิดความเมื่อย
โดยมากอาจารย์ผู้สอน ย่อมจะห้ามมิให้พลิก (เปลี่ยนอิริยาบถ) ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้กำหนดรู้ทุกข์
ถ้าพลิกแล้วทุกข์ที่ปวดเมื่อยก็จะเพลาหายไป กลับเป็นสุขสบายเกิดขึ้น
เพราะอิริยาบถนี้คอยปิดบังไว้ มิให้เห็นทุกข์ ฉะนั้น จึงให้กำหนดไปก่อน
ถ้าสติสมาธิทุกข์นั้นก็จะหายไป ถ้าไม่หายจริง ๆ จึงค่อยพลิก เพื่อจะได้เห็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา |
| ๓.
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์คือโลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ |
| การประหาณก็ประหาณนิจจสัญญา
ทำให้อนิจจสัญญาปรากฏ แต่เรานั้นไม่มีมหัคคตจิต จึงเอาจิตเหล่านี้เป็นอารมณ์ไม่ได้
คงเอาได้แต่กามจิต ๔๕(กามจิตมีทั้งหมด๕๔ ในที่นี้เว้น หสิตุปปาทจิต
๑ และมหากิริยาจิต ๘) อันได้แก่การกำหนดว่าเห็นหนอ ได้ยินหนอ เอาจักขุวิญญาณ
โสตวิญญาณเป็นอารมณ์ โกรธหนอ ชอบหนอ มีโลภะ-โทสะ เป็นอารมณ์ |
| ๔.
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีอารมณ์ คือ สัญญา และเจตสิกที่เหลือ ๕๐
|
| การประหาณ
ก็ประหาณอัตตสัญญา ทำให้อนัตตสัญญาปรากฏ เป็นการกำหนดสภาพธรรมล้วน
ๆ เช่นเมื่อเห็นก็กำหนดว่า นี้เป็นสภาพของจักขุวิญญาณ ชอบเป็นสภาพของโลภะ
ไม่ชอบเป็นสภาพของโทสะ ความเลื่อมใสเป็นสภพของศัรทธา ความรู้กว้างขวางเป็นสภาพของศรัทธา
ความรู้กว้างขวางเป็นสภาพของปัญญา ตาที่เห็นเป็นสภาพของจักขุปสาท
อิริยาบถ ใหญ่น้อยเป็นสภาพของรูป สติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ มีสติเจตสิกอย่างเดียว
เป็นองค์ธรรม เกิดกับมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อัปปนาชวน ๒๖ |
| |
|
๑๘. ถาม จงแสดงองค์ธรรม
พร้อมกับอธิบายในสัมมัปปธาน ๔ โดยเฉพาะ ? |
| ตอบ |
| อุปฺปนฺนานํ
ปาปกานํ ปหานาย วายาโม อ.ธ.ได้แก่ วิริยะเจต.ที่ในกุศลจิต
๒๑ |
| อนุปฺปนฺนานํ
ปาปกานํ อุปฺปาทาย วายาโม อ.ธ.ได้แก่ วิริยะเจต.ที่ในกุศลจิต
๒๑ |
| อนุปฺปนฺนานํ
กุสลานํ อุปฺปาทาย วายาโม อ.ธ.ได้แก่ วิริยะเจต.ที่ในกุศลจิต
๒๑ |
| อุปฺปนฺนานํ
กุสลานํ ภิยฺโยภาวาย วายาโม อ.ธ.ได้แก่ วิริยะเจต.ที่ในกุศลจิต
๒๑ |
| อธิบาย
ทำไม จึงเอาวิริยะเจตสิกที่ประกอบกับกุศลจิต ๒๑ เท่านั้น ไม่เอาทั่วไปเหมือนกับสติเล่า
ตอบว่า การที่เอาวิริยะเจสสิก ที่ประกอบแต่ในกุศลจิต ๒๑ ไม่เอาทั่วไปเหมือนกับสติเจตสิกนั้น
ก็เพราะในขณะที่มีการบริจาคทาน, รักษาศีล, เจริญภาวนา, การเรียน,
การสอน, การเทศน์ และ ในขณะที่กำลังกำหนดรูป-นามอยู่นั้น ก็เพื่อจะประหาณอกุศลที่เกิดแล้ว
และยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น, เจริญกุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิด,
พยายามรักษากุศลต่าง ๆ ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่ง, ขึ้นไป ทุกครั้งที่มีการทำบุญต่างๆ
ความเพียรทั้ง ๔ ต้องเข้าร่วมอยู่เสมอไม่ขาดเลย เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว
ก็ไม่มีกิจที่จะพึงประหาณ และพึงเจริญอีก สำหรับโลกุตตระวิบากก็เป็นผลไปแล้ว
ฉะนั้น จึงไม่เอาวิรยะเจตสิก ที่ประกอบกับกิริยาจิต และวิบากจิต |
| ในข้อ
๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความมุ่งหมายอย่างไร จึงแสดงเช่นนั้น มีความมุ่งหมายถึงอกุศล
ที่ยังไม่เคยกระทำในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น เช่นยังไม่เคยฆ่าคน,
ฆ่าเป็ดไก่ ยิงนกตกปลา เหล่านี้ก็พยายามงดเว้นต่อไป อย่าอุตริไปทำขึ้น
หรือถ้าเคยฆ่านก ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน กระทำทุจริตอย่างหนึ่งอย่างใดไว้แล้ว
ในชาตินี้ก็พยายามละเสีย คือไม่คิดถึงเรื่องที่ได้กระทำทุจริตไปแล้วนั้น
และตั้งจิตคิดงดเว้นว่า จะไม่ทำอีกต่อไป ถ้าทำได้อย่างนี้กรรมเหล่านั้น
อาจเป็นอโหสิกรรมไปได้ เพราะเป็นกรรมที่ได้กระทำไว้นานแล้ว และเราก็ไม่สนใจคิดถึงกรรมเหล่านี้ด้วย
แต่ถ้าเป็นกุศลควรคิดถึงเสมอ ๆ เพื่อให้กุศลเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น สำหรับข้อหนึ่งนั้น
เราต้องยอมรับว่าอกุศลทุกอย่าง เราต้องเคยทำทั้งสิ้นกระทั่งจนฆ่าพ่อ
ฆ่าแม่ปฏิเสธไม่ได้ |
| ข้อ
๓ ที่ว่า พยายามเจริญกุศลที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น นั้น
ได้แก่มัคคกุศล เพราะว่ามัคคกุศลนี้ ยังไม่เคยเกิดแก่เราเลย แม้แต่ในอดีตชาติ
ถ้ามัคคกุศลเกิดแล้ว เราก็ไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ แต่สำหรับโลกียกุศล
เช่น ฌานสมาบัตินี้ เคยเกิดแก่เราแล้วแต่ในชาติก่อน ๆ แต่ในข้อนี้หมายถึง
ปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ที่เรายังไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเจริญให้เกิดขึ้นด้วย |
| ข้อ
๔ ที่ว่า พยายามเพื่อให้กุศลเกิดแล้ว เจริญรุ่งเรืองขึ้นนั้น ได้แก่โลกียกุศล
มีทาน, ศีล, ภาวนา, ที่เคยเกิดมาแล้วแก่ตนในภพนี้ และภพก่อนเท่านั้น
ที่จะต้องพยายามทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือให้เกิดบ่อย ๆ |
| หมายเหตุ
: การที่นำเอาปัญหาในเรื่อง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน
๔ มาเขียน ณ ที่นี้นั้น ก็เพื่อจะให้เห็นได้ว่า การอธิบายข้อธรรมนั้น
ย่อมมีการอธิบายหลายสำนวน มิได้มุ่งหวังจะแข่งกับหลักสูตรแต่อย่างใด
และวิริยะที่เป็นสัมมัปปธานได้นั้น ต้องเป็นวิริยะอย่างแรงกล้า วิริยะสามัญเป็นไม่ได้
กล่าวคือ การพยายามโดยไม่ท้อถอย แม้ว่าเลือดและเนื้อในร่างกายของเรานี้
จะเหือกแห้งหมดไป คงเหลือแต่หนังเอ็ดกระดูกก็ตาม กิจจะ อันใดที่จะพึงสำเร็จ
ด้วยความเพียรของบุรุษ ถ้ากิจจะนี้ยังไม่สำเร็จสุล่วงไป เราจะไม่เลิกความพยายามนั้นเสีย |
| |
๑๙. ถาม กายสังขาร
วจีสังขาร มโนสังขาร ทั้ง ๓ อย่างนี้หมายความว่ากระไร
องค์ธรรมปรมัตถได้แก่อะไร ? |
| ตอบ
|
| กายสังขาร
หมายความว่า การปรุงแต่งทางวาจา องค์ธรรมได้แก่เจตนาเจตสิก ๒๐ ที่ประกอบกับกามาวจรกุศล
และ อัสสาสะ ปัสสาสะ |
| วจีสังขาร
หมายความว่า การปรุงแต่งทางกาย องค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจตสิก ๒๐ ที่ประกอบกับกามาวจรกุศลและอกุศล
และวิตก วิจาร เพราะธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย ต้องคิดนึกเสียก่อน จึงจะพูดออกมาได้
ความคิดนึกนี้เป็นวิตก ทำให้ความคิดนึกนั้น ติดต่อกันอยู่เรื่อยไปเป็นวิจาร |
| มโนสังขาร
หมายความว่า การปรุงแต่งทางใจ องค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจตสิกที่ประกอบกับโลกียะ
ที่เป็นกุศลและอกุศล ๒๙ และสัญญา เวทนา เพราะการปรุงแต่งทางใจนี้
จะเว้นเสียจากความจำ และ ความเสวยนั้นไม่มี |
| |
|
๒๐. ถาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ในที่นี้จิตที่เป็นปภัสสร
ได้แก่จิต จำพวกไหน? และในคนหนึ่ง ๆ มีปภัสสรจิตกี่ดวง ? |
| ตอบ
ปภสฺสรมิทํ จิตฺตํ = ได้แก่ ภวังคจิต
๑๙ คนหนึ่ง ๆ มีปภัสสรจิต ๑ ดวง คือปฏิสนธิจิตนั้นเอง |
| |
|
๒๑. ถาม ปฏิสนธิจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
ได้แก่จิตดวงไหน ? |
| ตอบ
ปฏิสนธิจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้แก่ วิปากจิตดวงที่หนึ่ง
คือ โสมนสฺสหคตํ ญาณสมปยุตฺตํ อสงฺขาริก วิปากจิตตฺ |
| |
|
๒๒. ถาม พระเวสสันดรก่อนที่จะออกจากบ้านเมืองไปสู่ป่านั้น
ได้ทำการถวายมหาทาน อยู่ถึง ๗ วัน ในบรรดามหาทานนั้น มีการบริจาคสุรา
อยู่ในจำนวนนั้นด้วย ในการที่พระเวสสันดร ทำทานด้วยสุรานี้ พระเวสสันครรู้หรือไม่ว่า
สุรานั้นเป็นโทษ ถ้ารู้ เหตุใดจึงทำ ? |
| ตอบ
ในการที่พระเวสสันดรบริจาคทานด้วยสุรานั้น พระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่า
สุราเป็นของมีโทษ แต่เพื่อจะไม่ให้ประชุมชนทั้งหลาย ที่พากันมารับเลี้ยงอาหารที่เป็นทานนั้นกล่าวว่า
การบริจาคทาน ของพระเวสสันดรนี้ไม่มีสุรา เพราะพระองค์ไม่มีความประสงค์จะได้ยินคำว่าไม่มี
ๆ ฉะนั้น ถึงแม้สุราจะเป็นของที่มีโทษ พระองค์ก็ทรงจัดเราไว้เพื่อไม่ให้ขาด
ทั้งจะไม่ต้องรับคำติเตือนจากประชุมชน ด้วยการเลี้ยงอาหารของพระเวสสสันดรนี้ไม่มีสุรา |
| |
|
๒๓. ถาม อายตนะที่เป็นนามมีเท่าไร
? |
| ตอบ
มี ๒ คือ มนายตนะ ธัมมายตนะ |
| |
|
๒๔. ถาม อายตนะที่เป็นรูปมีเท่าไร
? |
| ตอบ
มี ๑๑ คือ โอฬาริกายตนะ ๑๐ ธัมมาายตนะ ๑ |
| |
|
๒๕. ถาม อายตนะภายใน
(อัชฌัตติกายตนะ) มีเท่าไร ? |
| ตอบ
มี ๖ คือ จักขายตนะ โสตายตนะเป็นต้นจนถึง มนายตนะ |
| |
|
๒๖. ถาม อายตนะภายนอก
(พาหิรายตนะ) มีเท่าไร ? |
| ตอบ
มี ๖ รูป คือ รูปายตนะ สัททายตนะ เป็นต้นจนถึง ธัมมายตนะ |
| |
|
๒๗. ถาม อายตนะที่ถูกกระทบที่เท่าไร
? |
| ตอบ
มี ๖ คือ ตา หู เป็นต้นจนถึง ใจ เมื่ออายตนะ ทั้งสองกระทบกันแล้วอะไรเกิดขึ้น
? อุปมา เหมือนอะไร ปรากฏขึ้นในกระจก หรือเหมือนเหล็กไฟพอครู่สีกันเข้า
ก็ทำให้ๆไฟติดขึ้น |
| |
|
๒๘. ถาม คำว่า
อายตนะ หมายความว่ากระไร ? |
| ตอบ
หมายความว่า ธรรมเหล่าใด ขวนขวายดุจพยายามเพื่อยังผลให้ตนเกิดขึ้น
ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า อายตนะ อายตนฺติ อตฺตโน
ผลุปฺปตฺติยา อุสฺสาหนฺตา วิย โหนฺตีติ = อายตนานิ |
| |
|
๒๙. ถาม อรรถแห่งอายตนะมีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง
? |
| ตอบ
มี ๕ อย่างคือ |
| ๑.
สญฺชาติเสฏฺฐ |
หมายความว่า |
เป็นที่เกิดด้วยดี
|
| ๒.
นิวาสฏฺฐ |
หมายความว่า |
เป็นที่อยู่
|
| ๓.
อากรฏฺฐ |
หมายความว่า |
เป็นที่แพร่ไป
(รวม ๓ อย่างนี้เฉพาะอายตนะภายใน) |
| ๔.
สโมสรณฏฐ |
หมายความว่า |
เป็นที่ประชุม
(อายตนะภายนอก) |
| ๕.
การณฏฺฐ |
หมายความว่า |
เป็นเหตุ
(อายตนะภายใน-ภายนอก) |
|
| หมายเหตุ
: อุปฺปตฺติการณ เป็นเหตุแห่งการเกิดแห่งจิต-เจตสิก
ถ้าไม่มีหรือมีแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จิต-เจตสิก ก็เกิดขึ้นไม่ได้
ฉะนั้น จึงต้องเอาทั้งภายในภายนอก รวมทั้ง ๑๒ เป็นเหตุให้เกิด |
| |
|
๓๐. ถาม เพราะเหตุใดจึงทรงแสดง
จักขายตนะ ก่อน แล้วจึงแสดงอายตนะอื่น เป็นลำดับไป ? |
| ตอบ
เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังมีพระบาลีแสดงไว้ว่า |
| จกฺขุ
โสตานิ สตฺตานํ หิตกฺริยาสุ พหุปการตฺตา กามรูปพฺยาปิตตฺตา จปากฎาปีติ
อาทิมฺหิ วุตฺตานิ เตหิ อาสน อาสนฺนตฺตา ตทนนฺตรํ ฆานํ ตโต ชิวฺหาติ
อิมานิ จตฺตาริ ปเทสายตนานิ นาม ตโต สกลกายพฺยาปโก กาโย ตโต เตสํ
สพฺเพสํ โคจรวิสยคฺคาหกํ มโนติ เสสานิ ปน เตสํ สิสยตฺตา ตทนุกฺกเมเนว
วุตฺตาปีติ ฯ |
| ในจำนวนอายตนะ
๑๒ นั้น จักขุ โสตะ สำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องช่วยอุดหนุน ให้สัตว์ทั้งหลายใช้ทำประโยชน์
ได้มากมายประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็เป็นประโยชน์ทั่วไป ทั้งในกามภพ
และรูปภพ ฉะนั้นพระองค์ จึงทรงตรัสไว้ในอันดับต้น ฆานะ ชิวหาพระองค์ตรัสไว
้ในอันดับถัดกันไป ก็เพราะใกล้ชิดกับจักขุ และโสตะเหล่านั้น เพราะเหตุดังกล่าวมานี้
อายตนะทั้ง ๔ นี้ จึงได้ชื่อว่า ปเทสายตนะ (คืออายตนะเหมือนถิ่นฐาน)
ต่อจากนั้น พระองค์ก็ตรัสถึงกายายตนะ อันมีอยู่ทั่ว ๆ ไปในกาย และมนายตนะ
อันเป็นสภาพธรรม ที่จับอารมณ์อันเป็นโคจร ของอายตนะเหล่านั้น ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้
ส่วนอายตนะที่เหลือนอกนั้น (คืออายตนะภายนอก ๖) พระองค์ตรัสโดยลำดับ
ต่อจากนั้นไป ก็เพราะเป็นอารมณ์ของอายตนะภายใน ๖ เหล่านั้น |
(ปรมัตถทีปนีฎีกา
๓) |
| หมายเหตุ
: ทสฺสนานุตฺตริยคุณ = จักขายตนะ |
|
สวนานุตฺตริยคุณ = โสตายตนะ |
| |
๓๑. ถาม
ทำไมพระพุทธองค์
ทรงแสดงแยกเวทนาเจตสิก และสัญญาเจตสิก ออกไว้เป็นขันธ์หนึ่ง ๆ
ต่างหาก ส่วนเจตสิก ๕๐ ดวงนั้น ทรงจัดเป็นสังขารขันธ์เดียวหมด
ที่พระองค์ทรงแสดงเช่นนี้เพราะเหตุไร? |
| ตอบ
การที่พระพุทธองค์ทรงแสดง แยกเวทนาเจตสิก และสัญญาเจตสิกออกไว้ เป็นขันธ์หนึ่ง
ๆ ต่างหาก ส่วนเจตสิกที่เหลืออีก ๕๐ ทรงจัดเป็นสังขารขันธ์ ๆ เดียวนั้น
เพราะเหตุว่า เวทนาเจตสิก และ สัญญาเจตสิก ทั้งสองนี้มีความสำคัญมากคือ |
| เวทนาเจตสิก
มีความสำคัญในการเสวยอารมณ์โดยเฉพาะ สัญญาเจตสิก ก็มีการจำอารมณ์ไว้โดยเฉพาะ
ส่วนเจตสิกที่เหลือ ๕๐ ดวงนั้น ไม่มีความสำคัญเท่า โดยเหตุนี้ จึงทรงจัดเป็นสังขารขันธ์
ขันธ์เดียว |
| ข้อนี้
อุปมาเหมือนกับนายแพทย์ ได้เข้าป่าหาตัวยาที่เป็นราก ต้น ใบ ดอก
เมื่อได้มาครบแล้ว ก็ทำการจัดการแยก ยาก ตัน ที่แข็งเอาออกไปใส่ครกตำต่างหาก
, ส่วนใบ ดอก และรากที่อ่อน ๆ ก็คงตำปนรวมกันไปในครกเดียวกัน ข้อนี้ฉันใด
เวทนาเจตสิกและสัญญาเจตสิก อุปมาเหมือนรากยา ที่แข็งก็ฉันนั้น เจตสิกอีก
๕๐ ดวงนี้ เหมือนรากยาที่อ่อน การที่ทรงแยกไว้เช่นนี้นั้น ก็เพื่อประโยชน์แก่พระโยคีบุคคล
ผู้เจริญวิปัสสนา เพราะเวทนาและสัญญาทั้งสองนี้ พิจารณาให้เห็นโทษได้ยาก
เจตสิก ๕๐ พิจารณาเห็นโทษโดยง่ายกว่า ฉะนั้น ถ้านำเอาไปพิจารณารวมกันกับเจตสิก
๕๐ ดวงนั้นแล้ว วิปัสสนาญาณเบื้องบน มี ภยญาณ , อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ,
มุญจิตุกัมมยตาญาณ, เหล่านี้ก็มีอาจจะเกิดแก่พระโยคีได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสัญญา
มีการจำอารมณ์นั้นไว้ เวทนาก็ยังชอบในการเสวยอารมณ์นั้นอยู่ และการเสวยอารมณ์ของเวทนานั้น
ก็คงเสวยไปตามสัญญาเรื่อยๆ สัญญาจำไว้ว่าด ีก็เกิดโสมนัสเวทนา จำไว้ไม่ดีก็เกิดโทมนัสเวทนา
จำไว้ ไม่ดีไม่ชั่วกลาง ๆ ก็เกิดอุเบกขาเวทนา ทั้งนี้ก็เพราะว่า
สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดชนิดใด ล้วนแต่มีความปรารถนา ต้องการความสุขกาย
สุขใจด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อมีการเห็นการได้ยินแล้ว ก็จำไว้ด้วยสัญญาวิปปัลลาส
ว่า เที่ยง สุข เสวย เป็นตัวตน แล้วก็พยายามหาหนทาง เพื่อจะให้ได้รับความสุขกาย
สุขใจนั้นมา ด้วยการกระทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นสุจริตหรือทุจริต
ในขณะที่กำลังทำการพยายามอยู่นั้น ก็ต้องประสพกับความทุกข์กายบ้าง
ทุกข์ใจบ้าง แต่สัตว์เหล่านั้น ก็หาเห็นโทษแต่ประการใดไม่ เวทนาเจตสิก
และสัญญาเจตสิกนี้แหละ เป็นผู้ทำให้สัตว์ทั้งหลาย ด้วยท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏเป็นเวลาช้านาน
มิอาจที่จะกำหนดภพชาติได้ บัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวว่า สุขเวทนานี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก
โดยเหตุนี้พระองค์ จึงทรงแสดงแยกไว้เป็นขันธ์ ๆ หนึ่งต่างหาก |
| เมื่อพระโยคีบุคคลได้พิจารณา
เวทนา และสัญญา โดยเฉพาะแล้ว วิปัสสนาเบื้องบน ก็จะบังเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคล
โดยความเป็น ภยญาณ, อาทีนวญาณ, นิพพิทาญาณ, มุญจิตุกัมยตาญาณ ได้ตามลำดับ
ต่อมา มัคคญาณ-ผลญาณก็จักบังเกิดขึ้น ส่วนเจตสิกอีก ๕๐ ดวงนั้น ก็เป็นอันว่าพระโยคีได้เห็นโทษพร้อม
ๆ ไปด้วย ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงแสดงแยกไว้เป็นขันธ์ ๆ หนึ่งต่างหาก
เวทนาเจตสิก อุปมาเหมือนนายโจร ที่คอยแต่เสวยความสุข ที่ลูกน้องแสวงหามาให้
สัญญาเจตสิกเหมือนรองหัวหน้าโจร คอยบันทึกเรื่องราวว่า ที่ไหนจะมีโภคสมบัติดีๆบ้าง
เมื่อบันทึกเสร็จเรียบร้อย ก็สั่งลูกน้องให้ไปจัดการปล้นสดมภ์เอามา
เหมือนหนึ่งเจตสิก ๕๐ ดวง ที่มีการจัดแจงปรุงแต่งภายใน โยคีบุคคลเหมือนตำรวจ
ถ้าไปจับเอาแต่ลูกน้องมาแล้ว นายโจรและรองหัวหน้าโจร ก็ยังจะจัดการต่อไปได้
ฉะนั้น เมื่อจะปราบโจรให้สงบราบคาบ ก็ต้องทำการจับกุมนายโจรและรองหัวหน้าให้ได้ก่อน
เมื่อจับหัวหน้าและรองหัวหน้าได้แล้ว ลูกน้องก็ต้องจับได้ด้วยข้อนี้ฉันใด
พระโยคีบุคคลก็ต้องพิจารณา ให้เห็นโทษของเวทนาและสัญญาก่อนก็ฉันนั้น |